http://www.kwan-riamfloatingmarket.com
เปิดทำการเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
เวลา 6.00 น. ถึง 18.00 น.
ตักบาตรพระทางน้ำเวลา 7.30 น. ถึง 8.00 น.
ปกิณกะ : โปแลนด์ เจ้าภาพร่วมฟุตบอลยูโร2012

            ถ้าไม่เขียนถึงประเทศโปแลนด์ ในฐานะประเทศเจ้าภาพร่วม ในการจัดฟุตบอลชิงแชมป์ยุโรป ร่วมกับประเทศยูเครน ก็ถือว่า เฒ่าพเนจรผู้นี้ ตกเทรนด์ไปสักหน่อย ยามเมื่อคิดถึงกรุงวอร์ซอ ประเทศโปแลนด์ ครั้งใด เฒ่าพเนจร อดที่จะกลั้นน้ำตาไม่อยู่ มันขื่นขมไปหมด เมื่อคิดถึงวิญญาณ การต่อสู้ ของชาวโปลิส
            กระสุนนัดแรก ของสงครามโลกครั้งที่ 2  เกิดขึ้นที่ชายแดน ระหว่าง เยอรมัน กับ โปแลนด์ แต่วีรกรรมการต่อสู้ของชาวโปลิสทั้งประเทศ ที่ต่อสู้ทั้ง กองทัพนาซีเยอรมัน ที่ต่อสู้กับกองทัพแดงของ สตาลิน และเพิ่งเป็นอิสระจากระบอบคอมมิวนิสต์ มาสู่ระบอบประชาธิปไตย เมื่อ 20 กว่าปีมานี้เอง
            เหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่สำคัญ ของชาวโปลิส คือ วันที่  1 สิงหาคม ปี ค.ศ. 1944 เป็นการปฏิบัติการของกำลังใต้ดิน ปาติสัน ในกรุงวอร์ซอ ได้ลุกขึ้นมาต่อสู้กับทหารนาซีเยอรมัน โดยได้รับการสนับสนุน จากรัฐบาลพลัดถิ่น ของชาวโปลิส ที่อยู่ในอังกฤษ มีทั้งเด็กอายุ 7 - 8 ขวบ ไปจนถึง เด็กอายุ 20 กว่าๆ ทั้งชายและหญิง

โดยใช้สัญลักษณ์ของกลุ่มกำลังใต้ดิน

อักษร P  กับ W คล้ายสมอเรือ เป็นความเชื่อในศาสนาคาทอลิก โมโนแกรม ซึ่งแปลว่า Poland Fight ใช้เป็นปลอกแขน

วัยรุ่นชาวโปลิส หน่วยปาติสัน ต่อสู้กับทหารนาซีเยอรมัน โดยมีอาวุธแค่ปืนสั้น ปืนยาว และระเบิดมือเท่านั้น แต่นาซีเยอรมัน มีความพร้อมทางด้านอาวุธและกำลังทหาร ตั้งแต่เครื่องบินจนถึงยานเกราะ ส่วนฝ่ายสัมพันธมิตร กำลังรบติดพันกับนาซีเยอรมัน ที่แคว้นนอมังดี Click  ของฝรั่งเศส ไม่สามารถส่งกำลังบำรุง ให้กลุ่มปาติสัน ได้เพียงพอ เนื่องจาก รัสเซีย ไม่ยอมให้ผ่านน่านฟ้า จึงต้องบินผ่าน น่านฟ้าของออสเตรีย และ เช็ค ซึ่งเยอรมันยังครอบครองอยู่ การส่งกำลังบำรุง จึงไม่สามารถทำได้ โดยสะดวก สาเหตุที่กองกำลังชาวโปลิส ปาติสัน ได้ตัดสินใจต่อสู้ในเดือน สิงหาคม นั้น เพราะขณะประมาณ กลางเดือน กรกฎาคม ปี ค.ศ.​1944 กองทัพแดง ของสตาลิน ได้ยกมาประชิด ที่แม่น้ำ วิสวา Click ฝั่งตะวันออกแล้ว ชาวโปลิส ตระหนักดีว่า ถ้าไม่สู้กับนาซีเยอรมันตอนนั้น รัสเซียก็จะเข้ามารบกับ เยอรมันเอง และประเทศโปแลนด์อันเป็นที่รัก ก็ต้องตกเป็นของรัสเซีย หากสู้กับ นาซีเยอรมันก็มีโอกาส แต่ถ้าแพ้ ก็แพ้อย่างสมศักดิ์ศรี กองทัพแดง หยุดอยู่กับที่ ปล่อยให้กลุ่ม ชาวโปลิส ปาติสัน ต่อสู้กับนาซีเยอรมัน สตาลินคิดว่า ชาวโปลิสคงแพ้ นาซีเยอรมันคงเข่นฆ่าผู้นำ และปัญญาชน ของชาวโปลิส เมื่อรัสเซียเข้าครอบครอง จะได้ปกครองง่าย แต่ถึงอย่างไร กองกำลังปาติสัน ก็สามารถต้านทานกองทัพนาซี ได้นานถึง 63 วัน เมื่อเยอรมันยึดกรุงวอร์ซอได้ ฮิตเลอร์สั่งปฏิบัติการ Clean วอร์ซอ เข่นฆ่าพลเมืองไปหลายแสน ทำลายบ้านเรือนเกือบทั้งหมด หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติ  จึงเกิดประเพณี รำลึกถึงดวงวิญญาณ ของเหล่าผู้กล้าหาญ ทุกห้าโมงเย็น ของวันที่ 1 สิงหาคม ของทุกปี ทุกเมืองในประเทศโปแลนด์ จะเปิดหวอเป็นเวลา 1 นาที เพื่อให้ทุกคนหยุดระลึก ถึงวันนั้น ถึงแม้จะได้รับคำของโทษ จากนายกรัฐมนตรีของเยอรมัน อังเกล่า แมร์เคล Click  นายกรัฐมนตรีของเยอรมัน เธอกล่าวว่า เธอขอก้มหัวให้แก่ ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ ทั้งหมดในระหว่างสงคราม


ภาพความเสียหายของกรุงวอร์ซอ
 

สภาพศพชาวโปลิส
 

สภาพศพชาวโปลิส
 

สภาพศพชาวโปลิส
 

ภาพการต่อสู้ของชาวกรุงวอร์ซอ
 

ภาพการต่อสู้ของชาวกรุงวอร์ซอ
 

ภาพการต่อสู้ของชาวกรุงวอร์ซอ

WARSAW UPRISING
Music: Broden 
Lyrics: Broden/Sundstrom

Warsaw Rise! 

Do you remember when, when the Nazis forced their rule on Poland 1939 and the allies turned away
From the underground rose a hope of freedom as a whisper
City in despair, but they never lost their faith

Women, men and children fight
They were dying side by side
And the blood they she'd upon the streets
Was a sacrifice willingly paid

Warsaw city at war
Voices from underground

Whispers of freedom
1944 help that never came
Calling Warsaw city at war
Voices from underground

Whispers of freedom
Rise up and hear the call
History calling to you
'Warszawa, walcz! '

Spirit soul and heart
In accordance with the old traditions
1944 still the allies turn away
Fighting street to street
In a time of hope and desperation
Did it on their own and they never lost their faith

Women, men and children fight
They were dying side by side
And the blood they she'd upon the streets
Was a sacrifice willingly paid

Warsaw city at war
Voices from underground

Whispers of freedom
1944 help that never came
Calling Warsaw city at war
Voices from underground

Whispers of freedom
Rise up and hear the call
History calling to you
'Warszawa, walcz! '

[Solo Oskar &Rikard]

[2x]
All the streetlights in the city
Broken many years ago
Break the curfew, hide in sewers
Warsaw it's time to rise now

Warsaw city at war
Voices from underground

Whispers of freedom
1944 help that never came
Calling Warsaw city at war
Voices from underground

Whispers of freedom
Rise up and hear the call
History calling to you
'Warszawa, walcz! '


ส่วนชาวโปแลนด์คงได้แต่พูดว่า  Forgive But Never Forget  “ให้อภัย แต่จะไม่ลืมอดีตอันขมขื่น” หลังจากกรุงวอร์ซอ ถูกทำลาย ย่อยยับ ประชากรตายประมาณ  8 แสนคน และชาวโปลิส ยังถูกกองทัพแดง ฆ่าตายอีกหลายหมื่นคน เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบ ในปี ค.ศ.​1949 - 1963 รวมระยะเวลาประมาณ 14 ปี ชาวโปลิส รวบรวมกำลังกัน สร้างกรุงวอร์ซอขึ้นไหม่ จากภาพถ่ายเดิม จนได้รับยกย่องจากยูเนสโก ให้เป็นมรดกโลก ในปี ค.ศ.​1980 หากท่านใด ไปเยี่ยมกรุงวอร์ซอ กรุณาไปดูพิพิธภัณฑ์​ จะเห็นประวัติศาสตร์ อันยิ่งใหญ่ ของการต่อสู้ ระหว่างชาวโปลิส ชาติเล็กๆ ได้ยืนหยัดต่อสู้กับ มหาอำนาจอันยิ่งใหญ่อย่างนาซีเยอรมัน และรัสเซีย ในขณะเดียวกัน ที่เมืองหลวงหลายชาติในยุโรป มีการต่อสู้ประปราย ก็ยอมแพ้ ต่อนาซีเยอรมัน อย่างมากก็ไม่เกิน 2 อาทิตย์ และอย่าลืม ไปเยี่ยมอนุสาวรีย์ ยุวชนทหาร

ที่ริมกำแพงเมืองเก่า เพื่อรำลึกถึงวีรกรรม ของเด็กชาวโปลิสด้วย เฒ่าพเนจรเคยไปคารวะ
แล้วระลึกถึงจิตใจอันห้าวหาญ ขอดวงวิญญาณท่านเหล่านั้น จงไปสู่สุคติ หากชาติหน้ามีจริง ขอเป็นเพื่อนร่วมโลกด้วยกันอีกเถิด


อนุสาวรีย์ยุวชนทหาร

หากกล่าวถึงอนุสาวรีย์ยุวชนทหาร ก็อดที่จะกล่าวถึง

แมนเนเกน พิส Click รูปเด็กชายเปลือยกาย กำลังปัสสาวะใส่อ่าง ความสูงครึ่งเมตรกว่าๆ อยู่ใจกลางกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม ตำนานเล่าว่าเมื่อศรรตวรรษที่ 14 กรุงบรัสเซลส์ อยู่ท่ามกลางสงคราม และถูกฝ่ายตรงข้าม นำระเบิดมาวางไว้ที่กำแพงเมือง เด็กชายคนหนึ่งชื่อ จูเลียนสกี มาพบ สายชนวนระเบิด กำลังติดไฟ จึงปัสสาวะรด เพื่อดับชนวน ระเบิด ป้องกันเมืองไว้ได้ ชาวเมืองจึงแกะสลักรูปไว้ เพื่อระลึกถึงความกล้าหาญ
            แต่สำหรับในบ้านเรา ก็มีวีรกรรมของยุวชนทหาร Click เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก ที่บริเวณบ้านคอสน และบ้านแหลมดิน ตำบลท่ายาง อำเภอเมืองชุมพรยุวชนทหาร หน่วยที่ 42 โรงเรียนศรียาภัย พร้อมทั้งตำรวจ ทหาร ประชาชน ได้ต่อสู้กับ ญี่ปุ่น ถึงขั้นตะลุมบอน บริเวณสะพานท่านางสังข์ จนทหารญี่ปุ่น  ไม่สามารถเข้าเมืองชุมพรได้ เหตุการณ์ครั้งนั้น มีผู้เสียชีวิต 5 นาย และ บาดเจ็บ 5 นาย ต่อมาจึงมีการสร้างอนุสาวรีย์ ยุวชนทหาร บริเวณริมถนนสะพานท่านางสังข์ รวมทั้งจารึกชื่อผู้เสียสละ ให้คนรุ่นหลังรำลึกถึงวีรกรรม  ของผู้กล้าหาญเหล่านั้น

เกือบ 70 ปี ที่สงครามโลกสงบ ทวีปยุโรปซึ่งเคยรบราฆ่าฟันกัน ระหว่างคนต่างภาษา ต่างเผ่าพันธุ์ บัดนี้ได้รวมกันเป็นสหภาพยุโรป เศรษฐกิจเป็นหนึ่งเดียวกัน ทั้งโปแลนด์ และเยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี และอีกมากมาย ก็รวมอยู่ใน กลุ่มอียู Click ด้วยกัน ช่วยเหลือเจือจานกัน ในด้านเศรษฐกิจ ประชาชนถือแค่บัตรประจำตัว ก็สามารถเดินทาง ได้ทั่วทุกประเทศ ที่อยู่ในกลุ่มอียูด้วยกัน ไม่ต้องขอวีซ่า ประเทศอาเซียนก็เอาตามอย่าง รวมทั้งไทยด้วย การต่อสู้ด้วยอาวุธ ก็ยังคงมีอยู่ แต่ต่างกัน ขณะที่ ชาวกรุงวอร์ซอ มีปืนยาว ปืนสั้น และระเบิดมือ เป็นอาวุธ นาซีเยอรมัน มีปืนใหญ่ รถถัง ปืนกลมากมาย เป็นอาวุธ ต่อสู้กัน 63 วัน แต่ประเทศสารขัน ฝ่ายหนึ่งมีอาวุธประจำกายเป็น M-16 รถสายพานหุ้มเกราะ สไนเปอร์ อีกฝ่ายหนึ่งมีเพียงแค่ หนังสติ๊ก เป็นอาวุธ เข้าห้ำหั่นกัน ทั้งที่เป็นชาติเดียวกัน พูดภาษาเดียวกัน อันนี้เฒ่าพเนจร ไม่เข้าใจเลยว่า ผู้สั่งการ ให้มีการต่อสู้ด้วยปืน M-16 รถสายพาน ลำเลียงพล กับประชาชนใช้หนังสติ๊ก กับฮิตเลอร์ และ สตาลิน ใครเหี้ยมโหดกว่ากัน แว่วข่าว ได้มีการพัฒนาอาวุธรุ่นใหม่ อานุภาพร้ายกาจ เรียกว่า “ดุลพินิจ พิจารณา วินิจฉัย การตีความ”
โดยไม่เข้าใจหลัก 3 ประการ คือ บริหาร ตุลาการ และนิติบัญญัติ โอ้อนิจจา สารขันสิ่งศักดิ์สิทธิ์ คอยปกป้องรักษาอย่ามัวแต่ Holiday กลับมาช่วยกันได้แล้ว email ไปก็ไม่ตอบกลับ โทรไปก็ฝากข้อความ


ขอขอบคุณภาพหนังสือพิมพ์ข่าวสด

ย้อนกลับไปโปแลนด์


ตึกอันเป็นสัญลักษณ์ยุคสตาลิน

ตึกอันเป็นสัญลักษณ์ของยุคสตาลิน ที่จะสร้างให้แก่เมืองหลวง ของประเทศบริวาร ผงาดอยู่ที่ใจกลางกรุงวอร์ซอ ชาวโปลิส ถือว่าอัปลักษณ์มาก เฒ่าพเนจร คิดถึง สมีเอ้งเพื่อนรัก ป่านนี้คงมีความสุขกับบรรดาหมู่สหาย กลางเถียงนาปล่อยให้เฒ่าผู้อาภัพ เดินหนาวอยู่คนเดียว กลางดินแดน ที่เคยเป็นสมรภูมิเลือด ของการฆ่าล้างเผ่าพันธ์ุ เดินเรียบเคียงไปตามห้างร้าน ถามหา วอดก้า Click เพราะหา สาโท หรือ น้ำตาลเมา ไม่ได้ ก็ไปบังเอิญเจอ วอดก้า ชื่อ Grasovka Bisongrass Vodka Click

เขาเล่ากันว่า หมักจากหญ้าที่ วัวใบซัน ยุโรป ชอบกิน ซึ่งอยู่ทางซีกตะวันออก ของประเทศโปแลนด์ ปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่ง ของประเทศเบลารุส  ของแท้ ต้องมีหญ้า 1 เส้นในขวดด้วย ซื้อมา 1 ขวด  พอจิบแล้ว แกล้มกับ ไส้กรอกอีสาน ไม่มี ก็เลยกิน ไส้กรอกเลือด ฉบับโปแลนด์ มันบ่ คือ หม่ำ กระเดียดไปทาง กลิ่นเลือดหน่อยๆ แกล้มกับ กะหล่ำปีดอง พอกระโผลก กระเผลกไปได้ ดื่มคนเดียว ในสวนสาธารณะ ดื่มไปประมาณ 3 จอก


แด่สมาชิกเถียงนา

สติเริ่มฟื้นกลับคืนมา ดูที่บริเวณขวด วอดก้า โอ้ ตายแล้ว มายก๊อด พระเจ้าจ๊อด ทรงโปรดเขียนว่าผลิตในประเทศโปแลนด์ แต่ดันบรรจุขวด ในประเทศเยอรมนี อ้าวเมื่อ 60 กว่าปีก่อน รบกันแทบตาย เอ้ย ไม่ใช่ ตายเป็นล้าน ตอนนี้ นอกจากจะเป็นสหายสุรา วงเดียวกันแล้ว ยังร่วมกัน บรรจุขวดขาย อีกเหรอ

ช่างให้อภัยกันดีจริง ความจริงแล้ว เท่าที่สัมผัส ชาวโปลิส เบลารุส ลิทัวเนีย ลัตเวีย  ที่ล้วนแล้วแต่ได้รับผลกระทบ ต่อสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างหนัก ล้วนมีน้ำใจ โอบอ้อม อารี สังเกตุได้จาก อนุสาวรีย์ ของทหาร ที่เสียชีวิต มีแต่เพียงบอกเล่าเหตุการณ์ รายชื่อผู้เสียชีวิต ไม่มีประโยคใด ที่ก่อให้เกิดความเจ็บแค้น ความอาฆาต พยาบาท ให้แก่ชนรุ่นหลัง แม้แต่น้อย น่านิยมยกย่อง สรรเสริญ จิตใจของผู้คนเหล่านั้นเหลือเกิน ไม่เหมือนกับ ตอนเฒ่าพเนจร เรียนหนังสือ ถูกสอนให้เกลียดพม่า ใช้คำพูดว่า พม่าข้าศึก
ยังคงฝังความเกลียดชังไว้ให้ ซึ่งความจริงแล้ว ขณะที่คนไทย กินกุ้ง ชาวพม่า เป็นคนคัดขนาดกุ้ง เป็นคนปลอกกุ้ง ให้คนไทยกิน ใครไม่เชื่อให้ไปดูที่ มหาชัย
อากาศที่วอร์ซอ หนาวเย็นกว่าประเทศเรามาก เฒ่าพเนจร ดื่มอยู่แต่ผู้เดียว คิดถึงเหตุการณ์ที่ผ่านๆ มา กว่าชาวยุโรป จะเป็นศิวิไลย์ (civilization) ต้องผ่านวิวัฒนาการ ของความป่าเถื่อนมาก่อน ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ และชีวิตผู้คน อย่างมากมาย คนรุ่นก่อน เฒ่าพเนจร ผู้ยากไร้นี้ ก็มาร่ำเรียนในประเทศยุโรป มากมายหลายรุ่น นี่ไม่นับรุ่นหลังจาก เฒ่าพเนจรนะ ทำไม ไม่จำบทเรียนอันเจ็บปวด ในบ้านเขา ไปเตือนสติกัน ในบ้านเรา และปัจจุบัน  ก้าวเข้าสู่ยุคไซเบอร์ ข่าวสารส่งตรงถึงกัน ใช้เวลาแค่รัดนิ้วมือ ไม่มีใคร ปกปิดความจริงไปได้ โลกไซเบอร์ Click รวดเร็วยิ่งนัก แต่ในสังคมของเรา บางคนยังงมอยู่กับ โรคอัลไซเมอร์ Click ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ของกระแสโลก ไม่ยอมรับ การเลือกตั้ง อำนาจของประชาชน การโอนถ่าย ความรับผิดชอบ ต่อภาระสังคม ให้คนรุ่นหลัง ที่แข็งแรงกว่า รวดเร็วกว่า คิดเพื่อส่วนรวมมากกว่า คิดทำโดยได้รับฉันทานุมัติ จากประชาชน โปแลนด์พึ่งก้าวจากคอมมิวนิสต์ มาสู้ระบอบประชาธิปไตย เพียงไม่เกิน 20 กว่าปี ก้าวหน้าไปถึงเพียงนี้ เฒ่าพเนจรคิดว่า แม้โปแลนด์จะเป็น ประเทศคาทอลิก แต่ก็ยังให้อภัย เฒ่าพเนจรเป็นชาวพุทธ ยังเข้าใจ ทานที่ยิ่งใหญ่ กว่าอภัยทาน นั้นไม่มี โปรดให้อภัย เหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมา ก็ให้มันผ่านไป อย่าให้มันมีความขัดแย้ง มากกว่านี้อีก อย่าให้ต้องเสียชีวิตมากมาย อย่างชาวยุโรป อย่าซ้ำรอยอย่างเขา แต่ดูอย่างเขา ให้อภัยซึ่งกันและกัน


วอดก้าแห่งการให้อภัย

ขวดนี้ เป็นของฝากสำหรับสมีเอ้ง วอดก้า แห่งการให้อภัย โปแลนด์ผลิต เยอรมันใส่ขวดขาย ไทยดื่ม ว่าที่จริง คนโปแลนด์เก่งๆ มากมายหลายคน เช่น มารี กูรี Click ผู้หญิงเก่ง ได้แยกแยะสารเรเดียม ที่นำไปสู่การค้นพบ วิธีการบำบัด และรักษามะเร็งในระยะต่อมา เป็นคนเดียวที่ได้รับรางวัลโนเบล ถึง 2 ครั้ง และ  คีตกวี เฟรเดริก โชแปง Click  แม้ไม่ได้อยู่ในโปแลนด์ สักเท่าใด แต่มีถุงใส่ดินของโปแลนด์ ติดตัวอยู่ตลอดเวลาก่อนตาย ขอให้ญาติสนิท นำหัวใจ ไปฝังที่ ดินแดนของโปแลนด์ ส่วนผู้ชายโปแลนด์ รูปร่างกำยำ ทำงานหนัก คล้าย เลค วาเลซา Click กรรมกรอู่ต่อเรือ เมืองการ์แดนท์ นี่ก็เป็นทั้งประธานาธิบดี และได้รับรางวัลโนเบิล สาขาสันติภาพ อีกท่าน คือพระสันตะปาปา จอห์น ปอล ที่ 2 Click ได้รับความเคารพ ของคริสานิกชนทั่วโลก
            เมื่อพูดถึงยุโรปตะวันออก อันรวมทั้งโปแลนด์ และยูเครน ผู้เป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลก ไม่กล่าวถึง ชนเผ่า สลาฟ ไม่ได้ ชนเผ่านี้ ซึ่งมีมากในยุโรป ตะวันออก ลามปามไปจนถึงรัสเซีย หากพบหญิงสาว วัยตั้งแต่ 14 - 29 ใน 10 คน เป็นดาราเมืองไทยได้ 9 คน ส่วนที่เหลืออีกคน 1 คน เป็นนางแบบ ถ้าไม่เชื่อดูรูป


ทหารหญิงโปแลนด์
 

พนักงานร้านขายช้อคโกแลต
 

แฟนใครก็ไม่รู้
 

นางแบบชื่อดัง
 

นางแบบ
 

อยากรู้จักแต่ไม่กล้าทัก

เหลือบมองวอดก้า หมดไปเกือบครึ่งขวด อากาศเริ่มเย็น ประมาณซัก 11 องศาเซลเซียส ทีมอะไรแข่งกับทีมอะไร ฟังไม่ได้ศัพท์ คิดถึงบ้าน ท่านที่เคยไปอยู่ ต่างประเทศ คนเดียวนานๆ คงจำความรู้สึก เปล่าเปลี่ยว เหงา ว้าเหว่ อยู่ท่ามกลางฝูงชน แต่ไม่รู้จักใครเลย แออัด แต่วังเวง เหน็บหนาว มืดครึ้ม จินตนาการล่องลอย  ความรู้สึกครึ่งหลับ ครึ่งตื่น เคลิ้มไปว่า คู่ชิงชนะเลิศ ของฟุตบอลยูโร คราวนี้  ฝ่ายหนึ่ง ใส่เสื้อสีฟ้า ส่วนอีกทีมหนึ่ง ใส่เสื้อสีแดง ครึ่งแรกเสมอกัน 0 - 0 ประวัติทีมสีฟ้า เป็นทีมที่ก่อตั้งมายาวนาน แทคติกลูกเล่น แพรวพราว ทำอะไรไม่เคยผิด นักเตะแต่ละคน เขี้ยวลากดิน เคยสังกัด อยู่ในทีมพรีเมียร์ลีกอังกฤษ กันโช่ ซีรีอา ของอิตาลี ลาลิกา ของเสปน ส่วนอีกฝ่าย ใส่เสื้อสีแดงเข้ม เป็นทีมบ้านนอก โนเนม ลีลาไม่โดดเด่น อึด ถึงลูกถึงคน กองเชียร์เยอะ แข่งที่ไหน แฟนๆตามเชียร์ สนามแทบแตก นักเตะหลายคน ติดโทษแบน ไม่ใช่แค่ ห้ามลงสนามนะ เข้าคุก ยาวไปเลย ได้เปรียบเฉพาะความอึดเท่านั้น  นี่ถ้าหาก แข่งกัน กรรมการไม่เข้าข้าง ลายแมน ไม่ลำเอียง ให้ฝ่ายตรงกันข้าม รับรองชนะ เป็นดับเบิ้ลแชมป์ตั้งนานแล้ว ครึ่งหลัง สองฝ่าย ผลัดกันรุก ผลัดกันรับ ศูนย์หน้าตัวเก่งทีมสีฟ้า ซึ่งเคยสังกัด สโมสรนิวคาสเชิลตั้งแต่เด็ก ฝีเท้าฉกาจฉกรรจ์ แต่หลังจาก ทำฟาวล์ ผู้เล่นฝ่ายสีแดง ซึ่งอดีตเป็นจ่าตำรวจ ทำให้แฟนๆของสีฟ้า ไม่สบอารมณ์ ไปบ้าง หมดครึ่งหลัง สองฝ่ายได้ประตู เสมอกัน 1 - 1 กรรมการต้องต่อเวลา ออกไปอีก 30 นาที ไม่มีใครทำประตูใครได้ น่าตื่นเต้นมาก ถึงเวลาต้อง ดวลลูกโทษกันแล้ว วอดก้าก็ใกล้จะหมดแล้ว ฝ่ายสีแดง ชนะการดวลจุดโทษ  5 - 2 สีฟ้าประท้วง ซึ่งเป็นอย่างนี้มาโดยประจำ ทีมใส่เสื้อสีฟ้า ไม่ยอมรับการตัดสินของ ประชาชน โอ๊ย ของกรรมการ ประท้วง เดินออกนอกสนาม ไปสู่ลานคนเมือง ไม่ใช่ ห้องพักนักกีฬา โธ่ แพ้ก็คือแพ้ แม็ตหน้ายังมี โกรธแค้นกันไปใย เลือกตั้งใหม่ก็ยังมีอีกน่า ทำดีเข้าไว้ แล้วประชาชนตัดสินเอง เอาใจช่วยสีฟ้า น่าาาาาา จริงๆนะ เค้าไม่ได้โกหก นะตัวเอง

ขอขอบคุณข้อมูลจาก www.paolingli.com, www.ladyinter.com, ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต