http://www.kwan-riamfloatingmarket.com
เปิดทำการเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
เวลา 6.00 น. ถึง 18.00 น.
ตักบาตรพระทางน้ำเวลา 7.30 น. ถึง 8.00 น.
ประวัติเรื่องราว : ประวัติคลองแสนแสบ

ประวัติคลองแสนแสบ

     มันเป็นการยาก ที่จะเขียนประวัติคลองแสนแสบ เพราะอย่างน้อยชาวเรือผู้เฒ่านี้ ยังไม่เกิด และผู้ที่ขุด ก็ล้วนแล้วแต่เสียชีวิต ไปแล้วทั้งสิ้น ไม่มีผู้ใดเคยเห็นวัสดุ และอุปกรณ์ในการขุด ที่พิพิธภัณฑ์หรือแหล่งอื่นๆ แต่อย่างใด เป็นแต่เพียงทราบประวัติ เหมือนที่ท่านทั้งหลายก็พอทราบอยู่บ้างแล้ว

     ทว่าชาวชนบทผู้ต่ำต้อย เคยท่องไปทั่ว 7 คาบสมุทร ได้เห็นสิ่งก่อสร้างโดยน้ำมือมนุษย์ อาทิ เช่น มหาพีระมิด(Click)ในประเทศอียิปต์ กำแพงเมืองจีน(Click) นครวัด(Click) นักวิชาการสมัยปัจจุบันสันนิฐานว่า นครธม เพิ่มเติม (Click) ในกัมพูชา

มหาพีระมิด(Click) กำแพงเมืองจีน(Click) นครวัด - นครธม(Click)

     คลองส่งน้ำของโรมัน เขตโปรวองซ์ ที่อยู่ตอนใต้ของฝรั่งเศส หรือแม้แต่โรงอาบน้ำของโรมัน(Click)ที่อยู่เมืองบาธ ใกล้กรุงลอนดอน กรุงอัมสเตอร์ดัม เมืองร๊อตเตอร์ดัมส์ ในเนเธอร์แลนด์ โคลอสเซียม(Click)

โรงอาบน้ำของโรมัน(Click) โคลอสเซียม(Click) สปาตาคัส(Click)

     แรงงานที่ก่อสร้างโคลอสเซียมส่วนใหญ่เป็นทาสเชลยที่โรม ไปตีได้ที่  กรุงเยรูซาเร็ม ทาสยิวค่อนข้างถูกทารุณอย่างมาก ในสมัยโรมัน นักสู้ที่ต้อง ต่อสู้ กันถึงตายเช่นภาพยนตร์เรื่อง สปาตาคัส(Click) ซึ่งสามารถจุผู้ชมได้เป็นหมื่น เพื่อชมการต่อสู้ระหว่างคนกับสัตว์ และระหว่างคนกับคน อันไม่เคยมีเหตุโกรธเคืองกันแต่อย่างใด มีแต่ผู้ชนะเท่านั้น ที่จะได้เดินออกจากสังเวียน ส่วนผู้แพ้ต้องตายอย่างเดียว

     หรือแม้แต่ สวนลอยบาบิโลน(Click) ในประเทศอิรัก ทัชมาฮาล(Click) เครื่องหมายความรัก ระหว่างผู้ชายคนหนึ่งกับภรรยา (Click) ในประเทศอินเดีย ล้วนแล้วแต่เป็นคำถามคาใจ แรงงานเหล่านั้นถูกบังคับหรือถูกว่าจ้างหรือไม่

สวนลอยบาบิโลน(Click) ทัชมาฮาล(Click) เปเล่(Click)

     ชาวเรือผู้ชรา ท่องไปยังเมืองต่างๆ เช่น เมืองลิเวอร์พูล ของอังกฤษ มีชาวแอฟริกันอยู่มากมาย ภาคใต้ของสหรัฐด้านติดมหาสมุทรแอตแลนติก ก็เต็มไปด้วย คนสัญชาติอเมริกันผิวดำมากมายเหลือเกิน นี่ยังไม่นับรวมถึงประเทศในหมู่เกาะแครีเบียนทั้งหมด หรือแม้แต่ ประเทศบราซิลอันกว้างใหญ่ แต่ใช้ภาษาโปรตุกีสเป็นภาษาหลัก

     ซึ่งโปรตุเกสเป็นประเทศที่มีประชาชนอยู่ไม่กี่ล้านและพื้นที่ไม่ใหญ่โตนัก พลเมืองส่วนใหญ่ของบราซิลผิวคล้ำ ผมหยิก ซึ่งความจริงชาวเรือผู้เฒ่าชื่นชอบ (มักขนาด ในฝีเท้าของ เปเล่(Click) โรนัลดินโย่ กาก้า พ่อรูปหล่อ หรือปีกรุ่น เปเล่ การ์รินช่า แจซินโฮ) คนผิวสี อัฟริกัน มาทำอะไรกันในประเทศเหล่านั้น

     ทั้งที่ไม่มีดินแดนเชื่อมต่อกัน กับทวีปแอฟริกาเลยสักนิด หรือบรรพบุรุษบางส่วนของพวกเขา ถูกชาวยุโรปนำมาเป็น ทาส(Click) เพื่อใช้แรงงาน โดยเปลี่ยนจากคนเป็นสิ่งของหรือสินทรัพย์ที่จะซื้อขายต่อกันได้ ไม่แต่เฉพาะผิวดำเท่านั้น ผิวเหลือง ผิวขาวทั้งหมดด้วย หากเป็นอย่างเช่นภาพยนตร์เรื่อง Roots(Click)

ทาส(Click) Roots(Click)

     และหาก บรรพบุรุษของคนผิวดำ ต้องรอนแรมจากทวีปอัฟริกา มายังทวีปยุโรป ทวีปอเมริกาใต้และอเมริกาเหนือ ท่านเหล่านั้นมีทางเดียวคือ เดินทางด้วยเรือสำเภา บรรทุกสินค้า ขับเคลื่อนด้วยแรงลม เป็นเวลากี่วัน กี่เดือน ที่ต้องลอยล่องเมาคลื่นอยู่ในทะเลและมหาสมุทร ซึ่งเต็มไปด้วยคลื่นอันแรงกล้า แออัด อดอิ่ม เสียชีวิตหรือบาดเจ็บระว่างทาง

     ผู้อ่านทั้งหลาย โปรดได้หาข้อมูลเอาเองเถิด เศร้าสุดบรรยาย ส่วนชาวเรือเฒ่า เคยเดินทางย้อนรอยตามท่านเหล่านั้น เรียกกันว่า เก็บทุกรายละเอียด เหน็ดเหนื่อยสาหัสโดยเรือ บิน โบอิ้ง ข้ามเส้นเขตวัน (เส้นแวง) ที่กำหนดเปลี่ยนเวลาจนเป็นโรค Jet Lag (Click) นั่งเครื่องบินนานๆ เกิน 20 ชั่วโมง ท่านทั้งหลายคงเคยเป็นโรคนี้ เหมือนชาวชนบทผู้ต่ำต้อยนี้แหละ

     เล่าแล้ว อดน้ำตาซึม ถึงการกระทำของมนุษย์ต่อมนุษย์ด้วยกัน ที่เหยียดสีผิวเหยียดเชื้อชาติ กดขี่ข่มเหง คนที่แพ้สงคราม คนที่ฉลาดน้อยกว่าตนเอง

     ย้อนเดินเรือกลับมาในดินแดน สุวรรณภูมิของเราสักที ก็มีสภาพแนวคิด การกระทำ เหมือนๆกับในอดีตของมนุษย์ที่อยู่ในทวีปอื่นๆ ไทยรบพม่า พม่ารบไทย ไทยรบลาว ลาวรบไทย ไทยรบมลายู มลายูรบไทย ไทยรบเวียดนาม เวียดนามรบไทย ผลของสงคราม ผู้ชนะเขียนประวัติศาสตร์ ผู้แพ้โดนเผาบ้านเผาเมือง ริบทรัพย์ จับทาสเชลย(Click) ยกตัวอย่างเช่น สงครามไทยครั้งที่ 4 สมัยพระเจ้าอู่ทอง พ.ศ. 1893 ขอมแปรพักตร์ ชนะเขมร ได้จำนวนทรัพย์สินมีค่าเมืองพระนคร ไทยขน เทวรูปสัมฤทธิ์(Click)สิงห์ ช้างเอราวัณขนาดใหญ่ ตอนกลับพม่าก็เอาคืน เทวรูปเขมรก็ถูกขนต่อไปพม่า เทวรูปสัมฤทธิ์เขมรชุดนี้ ตอนนี้ใครไปถึงวัดมหามุณี เมืองมัณฑะเลย์ ของพม่า ก็ยังเห็น

     ท่านผู้อ่านที่เคารพ อย่าเพิ่งถาม ว่ามันเกี่ยวกับประวัติคลองแสนแสบอย่างไร นี่เป็นแค่เบื้องแรก ที่จะปูพื้น ให้มิตรรักนักอ่าน ได้จินตนาการ ไปให้ถึง วัฒนธรรมและประเพณี ของการรบ ในสมัยโบราณ ซึ่งประวัติศาสตร์เขียนโดยผู้ชนะ Steve job,  Bill gate ยังไม่เกิด ทำให้การสืบหาข้อมูลเป็นไปอย่างยากลำบาก

     ชาวเรือผู้อับปัญญา จึงขอเป็นสะพานน้อย เชื่อมต่อเรื่องราวให้ท่านผู้อ่านพิจารณาต่อไป ค้นหารายละเอียดต่อไป ถึงประวัติศาสตร์อันขมขื่น เพื่อมิให้การกดขี่เกิดขึ้นอีก ในอนาคต หวังว่ามิตรรักนักอ่าน ได้ยินเพลง IMAGINE ของ John Lennon และ เพลงบรรเลงแสงดาวแห่งศรัทธา ของ จิตร ภูมิศักดิ์ ขอได้โปรด จิตนาการต่อไป

     เพื่อให้โลกนี้ หยุดการกดขี่ การข่มเหง สู่การเสมอภาค ขออภัยมิตรรักนักอ่านมา ณ ที่นี้ด้วย เอ้ากลับไปเรื่องเก่า

     และเมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียกรุงแก่พม่าครั้งที่ 2 พ.ศ. 2310 พม่าเผากรุงศรีอยุธยา ริบทรัพย์ กวาดต้อน ชาวกรุงศรีอยุธยา และชาวสยามในสมัยนั้น ได้ถูกพม่ากวาดต้อนเป็นเชลย เพื่อไปใช้เป็นแรงงาน  ต้องทนทุกข์ยากขนาดไหน ตกระกำลำบากอย่างไร ไม่ค่อยจะมีชาวไทยปัจจุบัน สืบค้น บรรพบุรุษผู้สูญหายของเราเหล่านั้น

     เนื่องจากชาวเรือผู้ต่ำต้อย เคยไปเยือนพม่า ประมาณ 8 ครั้ง ด้วยคิดถึงบรรพบุรุษของพวกเรา ที่ถูกกวาดต้อนไป จึงขอนำเสนอบางสิ่งบางตอน ด้วยความอนุเคราะห์ ของ Wikipedia และหนังสือ พม่าอ่านไทย ของ ดร. สุเนตร ชุติธรานนท์(Click) และจาก พงศาวดารอีกหลายฉบับ คิดแล้ว น้ำตามันซึม จนรู้สึกขมในลำคอ

     แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้ เพราะในสมัยนั้น ถือเป็นทำเนียมปฏิบัติ ของผู้ชนะสงคราม และกวาดต้อน ผู้คนและทรัพย์สินของผู้แพ้ ไปยังบ้านเมืองแห่งตน และทำลายบ้านเมืองของผู้แพ้อย่างย่อยยับ

     เพื่อมิให้เป็นเสี้ยนหนาม แก่ฝ่ายตนเองในอนาคต อย่างต่ำก็สองชั่วชีวิตคน พม่าชนะไทยครั้งนั้น ยังกวาดต้อนผู้คนตามทางที่ผ่าน ทั้งบ้านเมืองอื่นที่ยึดได้ อันมีระแหงโป๊ะโดงจอ สุโขทัย สวรรคโลก และเมืองพิษณุโลก ก็ให้กวาดเอาไพร่บ้าน พลเมืองเป็นอันมากกลับมาสู่อาณาจักรพม่า ส่วนทางเดินทัพเส้นเชียงใหม่ ก็ให้กวาดต้อนเอาผู้คนเป็นอันมาก มียวน เชียงใหม่ และลาว ติดตามทัพกลับมาด้วย  ใช้เวลาทั้งหมด 11 เดือน ของการเดินทาง ถึงกรุงอังวะ

     บางส่วนหนีรอดไปได้ บางส่วนตายระหว่างทาง ด้วยไข้ป่า และทนทุกข์ทรมานไม่ไหว เนื่องจากหนทางทุรกันดาร ต้องผ่านป่าเขาลำเนาไพร โดยเดินด้วยเท้าบ้าง เรือเล็กๆ บ้าง

     เรื่องราวของกลุ่มเชลยชาวกรุงศรีอยุธยา และได้ข้อยุติว่าพวกเชลยเหล่านี้ ใช้ชีวิตในพม่ากันอย่างไรหลังจากที่ตกเป็นเชลย ผู้ต้องชดใช้หนี้สงครามในพม่าตลอดชีวิต จนพวกเขาสูญหายไปจากความทรงจำของเพื่อนคนไทย และบ้านเกิดเมืองนอนโดยสิ้นเชิง

     ชะตากรรมและบทบาทของกลุ่มคนไทยในพม่า เป็นอย่างไรบ้างนั้น ดร. ทันทุน (Tan Tun) นักประวัติศาสตร์ชาวพม่าสมัยปัจจุบัน ที่รู้จักกันดีในระดับสากล ดร.ทันทุน ได้รวบรวมและทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการ แปลออกเป็นภาษาอังกฤษเสนอยัง Center for Southeast Asian Studies มหาวิทยาลัยเกียวโต (ขอบคุณข้อมูลจาก หนังสือ พม่าอ่านไทย โดย ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์)

     บทความเรื่อง “Ayut”ia Men in the Service of Burmese Kings, th 16th & 17th Century” ขอบ ดร. ทันทุน จึงมีควมแปลกและได้เรื่องราวน่าสนใจยิ่ง และเมื่อนำมากรั่นกรองแล้ว เชื่อว่าผู้อ่านคงจะได้รับรู้ ความคิด และความรู้สึกใหม่ๆ เกิดขึ้นหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลที่เกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายอพยพของชาวกรุงศรีอยุธยาที่พากันเข้าไปตั้งถิ่นฐานทำมาหากินในพม่า

     และสมัครใจเข้าไปเป็นข้าช่วงใช้สนองเบื้องพระยุคลบาทกษัตริย์พม่าถึงกรุงอังวะหลายต่อหลายระลอกด้วยกัน สิ่งเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนที่เชิญชวนและท้าทายให้พวกเราหันมาศึกษาคติการดำเนินชีวิต ความรู้สึกนึกคิดของชาวกรุงศรีอยุทธยา ตลอดจนปัญหาทางการเมือง สังคม เศรษฐกิจของอยุทธยาในยุคศตวรรษที่ 16-17 อย่างจริงจังต่อไปอย่างไม่รู้จบ

     บทความเรื่อง “AyuTia Men in the Service of Burmese King, the 16th & 17th Century” ของ ดร. ทันทุน ได้ลงพิมพ์ในวารสาร “Southest Asian Studies” Vol 2 No.4 March 1984 ซึ่งมีชื่อภาษาไทย และแปลโดย สุพรรณี กาญจนัษฐิติ  ว่า “ชาวอยุทธยากับการรับราชการในใต้เบื้องพระยุคลบาทกษัตริย์พม่า สมัยคริสต์ศตวรรษ ที่ 16 และ 17” เป็นแง่มุมหนึ่งของการศึกษาเรื่องราวของกลุ่มคนไทยในประเทศพม่า

     จากหลักฐานอันเก่าแก่ที่มีอยู่ในประเทศพม่าและได้เรียบเรียงขึ้นตามสายตาและทรรศนะของคนพม่าที่มีต่อคนไทยในช่วงศตวรรษดังกล่าว ย่อมมีคุณค่าอยู่ในตัวพอที่นักประวัติศาตร์และผู้สนใจประวัติศาสตร์สมัยอยุทธยาจะมองข้ามไปเสียมิได้ (ขอบคุณข้อมูลจาก คุณ สุพรรณี กาญจนัษฐิติ click)

กรุงแตก

     ในวันที่กรุงแตกนั้น เมื่อวันพฤหัสบดี ขึ้น 11 ค่ำ เดือนเมษายน ศักราช 1129 (พ.ศ. 2310) เวลาสี่นาฬีกา  แม่ทัพพม่ายิงปืนเป็นสัญญาณให้ทหารเข้าพระนครพร้อมกันทุกด้าน พม่าเอาบันไดปีนพาดเข้ามาได้ตรงที่กำแพงทรุดเนื่องจากพม่าก่อไฟสุมรากกำแพงไว้หลายก่อนหน้านั้นแล้ว ทหารอยุธยาที่รักษาหน้าที่เหลือกำลังจะต่อสู้ พม่าก็สามารถเข้าพระนครได้ในเวลาค่ำวันนั้นทุกทาง

ผลที่ตามมา

     หลังจากที่เสียกรุงศรีอยุธยาแล้ว พวกพม่าได้บุกเข้ามายังตัวพระนครในตอนกลางคืน แล้วจุดไฟเผาบ้านเรือนของชาวบ้าน ตลอดจนปราสาทราชมณเทียร ทำให้ไฟไหม้ลุกลามแสงเพลิงสว่างดังกลางวัน เมื่อพม่าเห็นว่าไม่มีผู้ใครมาขัดขวางแล้ว ก็เที่ยวฉกชิงและเก็บรวบรวมทรัพย์จับผู้คนอลหม่านทั่วไปทั้งพระนคร

     แต่ด้วยเป็นเวลากลางคืน ชาวเมืองจึงหนีรอดไปได้มาก พม่าจับได้ประมาณ 30,000 คน พร้อมทั้งเจ้านายทั้งข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย และพระภิกษุสามเณรทั้งหลายที่หนีไม่พ้น พม่าก็จับเอารวมไปคุมไว้ที่ค่ายโพธิ์สามต้น ส่วนผู้คนพลเมืองที่จับได้ก็แจกจ่ายกันไปคุมไว้ตามค่ายของแม่ทัพนายกอง 


     จากนั้นพม่าก็เที่ยวตรวจเก็บบรรดาทรัพย์สมบัติทั้งของหลวง ของราษฎร ตลอดจนเงินทองของเครื่องพุทธบูชาตามวัดต่าง ๆ และยังเอาทรัพย์ซึ่งราษฎรฝังซ่อนไว้ตามวัดวาบ้านเรือนต่อไปอีก โดยเอาราษฎรที่จับไว้ได้ไปชำระซักถาม แล้วล่อลวงให้ส่อกันเอง ใครยอมบอกทรัพย์ของผู้อื่น ก็ให้ปล่อยตัวไป

ส่วนผู้ที่เป็นเจ้าของทรัพย์ถ้าไม่บอกให้พม่า ก็จะถูกเฆี่ยนตี และทำทัณฑกรรมต่าง ๆ เพื่อเร่งเอาทรัพย์จนบ้างก็ถึงกับเสียชีวิต บางที ทหารพม่าก็จะใช้วิธีการทารุณโหดร้าย จับส้นเท้ามาลนไฟ ทั้งยังนำลูกสาวมาข่มขืนให้ร้องลั่นต่อหน้าบิดามารดาอีกด้วย ทางด้านพระสงฆ์ก็ถูกกล่าวหาว่าซ่อนสมบัติเอาไว้มาก จึงถูกยิงด้วยศร ถูกพุ่งด้วยหลาวหรือปลายหอกจนตัวปรุ หลายรูปถูกตีด้วยท่อนไม้จนมรณภาพคาที่

บริเวณวัดวาอารามตลอดจนบริเวณที่กว้างล้วนเต็มไปด้วยซากศพ แม่น้ำลำคลองก็เช่นเดียวกัน ศพมีมากและส่งกลิ่นเหม็นจนแทบหายใจไม่ออก เป็นเหตุให้ฝูงแมลงวันต่างพากันมาตอม สร้างความรำคาญแก่กองทัพพม่าเป็นอันมาก           

หลังจากที่กองทัพพม่ายึดกรุงศรีอยุธยาสำเร็จแล้ว จึงพักอยู่ประมาณ 10 วัน พม่าใช้เวลาจุดไฟเผาบ้านเมืองเป็นเวลา 9 วัน 9 คืน จนรวบรวมเชลยและทรัพย์สมบัติเสร็จแล้ว ครั้นขึ้น 9 ค่ำ เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2310 กองทัพพม่ายกออก จากกรุงศรีอยุธยา โดยนำพระเจ้าอุทุมพร รวมถึงพระราชวงศานุวงศ์อีก 2,000 กว่าองค์ พร้อมชาวกรุงศรีอยุธยา จำนวน 106,100 ครัวเรือน เดินทางมาถึงกรุงรัตนปุระอังวะ ในเดือนเมษายน ศักราช 1130 พ.ศ. 231 รวมระเวลาเดินทางถึงกรุงอังวะ 11 เดือนเศษ โดยกวาดต้อนผู้คน ช้าง ม้า แก้ว แหวนเงินทอง     

เนเมียวสีหบดี ได้แต่งตั้งให้สุกี้เป็นนายทัพให้มองญาพม่าเป็นปลัดทัพคุมพลพม่าและมอญรวม 3,000 คนตั้งค่ายอยู่ที่ค่ายโพธิ์สามต้น คอยสืบจับผู้คนและเก็บทรัพย์สิ่งของส่งตามไป แล้วตั้งนายทองอินให้เป็นเ